www.hrtothai.com

  • You are here :  
  • Seminars
  • เม้าท์เรื่องงาน กับอลิส " ทำอย่างไรดี "
เม้าท์เรื่องงาน กับอลิส " ทำอย่างไรดี "
ผู้เข้าชม : 1007

     บทบาทที่สำคัญของการเป็นหัวหน้างานนั่น ก็คือ การบริหารงานและการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพ การบริหารคนหรือลูกน้องในทีมงานนั้นถือว่าเป็นภารกิจหลักที่ยากกว่าการ บริหารงาน เนื่องจากคนจะมีหลากหลายพฤติกรรม หลากหลายความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป พฤติกรรมที่ลูกน้องแสดงออกกับหัวหน้างานนั้นมีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ควร พัฒนาปรับปรุง และหนึ่งในพฤติกรรมที่อลิสจะขอเม้าท์เกี่ยวกับลูกน้อง นั่นก็คือ พฤติกรรมการรับประทานอาหารกลางวันก่อนเวลาเที่ยง

    
อลิสมีโอกาสพูดคุยกับหัวหน้างานเก่า เขาเม้าท์เรื่องลูกน้องให้ฟังว่า ลูกน้องในทีมประมาณ 3-5 คน มักจะทานอาหารกลางวันก่อนเวลาเที่ยง ประมาณ 15 –30 นาที โดยแสดงพฤติกรรมดังกล่าวนี้ได้ประมาณเกือบสัปดาห์แล้ว ซึ่งเขาสังเกตเห็นว่าลูกน้องมักจะกลับเข้ามาเพื่อเอาเวลาที่เหลือมาเล่นเกม หรือซุบซิบนินทาถึงผู้อื่น หากคุณอยู่ในสถานการณ์ของหัวหน้าผู้นี้ คุณจะทำอย่างไรดี

    
หนทางจัดการกับพฤติกรรมดังกล่าวมีอยู่ 3 ทาง กล่าวคือ แนวทางที่หนึ่ง หัวหน้างานทำเฉยเสีย เพราะไม่อยากมีเรื่อง ถือว่าเป็นการพักผ่อนก็แล้วกัน พูดไปกลัวลูกน้องไม่พอใจ แค่ออกก่อนประมาณ 15 –30 นาที ไม่เห็นจะเป็นไรเลย แนวทางที่สอง เตือนแบบทีเล่นทีจริง เผื่อจะรู้สำนึกกันบ้าง เช่น พี่มองหาพวกเรา ไม่เห็นอยู่เลย ไปไหนเนี่ย วันหลังชวนพี่ไปด้วยสิแนวทางที่สาม เตือนแบบจริง ๆ จัง ๆ แบบว่านั่งพูดคุยถึงเหตุผล และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมดังกล่าว

       ในทัศนะของอลิส หากเป็นหัวหน้างานคนนั้น อลิสจะขอเลือกแนวทางที่สาม โดยการพูดคุยกับพนักงานคนนั้นแบบตัวต่อตัว เพราะถ้าเราเตือนแบบทีเล่นทีจริง ลูกน้องอาจไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าหัวหน้างานต้องการอะไรกันแน่ และในที่สุดเขาก็จะแสดงพฤติกรรมนั้นๆ อีก อลิสคิดว่าหัวหน้างานควรหาโอกาสพูดคุยกับลูกน้อง อย่าปล่อยให้พฤติกรรมนั้นลอยนวล เพราะเห็นว่าก็แค่ 15-30 นาที ไม่เห็นจะเป็นไร


       หัวหน้างานควรบอกกล่าวลูกน้อง แต่การพูดนั้นขอให้ใช้วิธีการพูดแบบผู้ใหญ่ โดยการพูดกันถึงเหตุผล และผลเสียที่จะเกิดขึ้น หัวหน้างานอาจเริ่มต้นตรวจสอบข้อมูลก่อนด้วยการพูดว่า “ สัปดาห์นี้ เราออกไปทานข้าวกลางวันประมาณกี่โมง ” แน่นอนว่าลูกน้องก็จะบอกว่าตนเองออกไปทานใกล้ ๆ เที่ยง และคุณเองควรให้ข้อมูลที่อ้างอิงเหตุการณ์ชัดเจนแก่ลูกน้อง โดยการระบุวัน และเวลาที่ออกไปทานข้าวกลางวันก่อน เช่น “ แต่พี่เห็นว่า พักนี้เราออกไปก่อนเที่ยงบ่อยมาก อย่างเช่น วันอังคารนี้ เราออกไปประมาณ 11:30 น . และอย่างวันนี้เราออกไปก่อนประมาณ 11:45 น . และเรามักจะกลับเข้ามาเพื่อเอาเวลาที่เหลือมาเล่นเกม ที่พี่พูดมานี้ ถูกหรือไม่

       หลังจากที่คุณตรวจสอบข้อมูลและให้ข้อมูลที่เป็นความจริงแก่ลูกน้องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือ คุณจำเป็นที่จะต้องบอกถึงผลเสียที่เกิดขึ้นกับลูกน้อง ดังนี้ (ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณ แต่ประโยชน์นั้นจะเกิดขึ้นกับลูกน้องมากกว่า)

       ภาพพจน์ที่คนอื่นมอง  คุณไม่รู้หรอกว่า มีใครบ้างที่มองคุณ หรือเอาเรื่องคุณไปเม้าท์แบบเสีย ๆ หาย ๆ กันไว้ดีกว่าค่ะ พยายามทำภาพพจน์ของตนให้ดีในสายตาผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทั้งจากภายในและภายนอก ลูกน้อง หรือพนักงานที่ทำงานด้วยกัน

       ลูกค้าไม่พอใจ ลูกค้าเป็นอีกกลุ่มคนที่เราจะต้องติดต่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าภายในหรือภายนอกหน่วยงาน เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ลูกค้าจะมาติดต่อเราช่วงเวลาไหนบ้าง แต่หากเวลาที่ลูกค้ามาติดต่อและเราไม่อยู่ แน่นอนว่าลูกค้าเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน ดีไม่ดี เขาเกิดร้องเรียนมายังหัวหน้างานของคุณ รับรองได้ว่าผลการปฏิบัติงานคุณจะไม่ดีอย่างที่คิดไว้

       สร้างนิสัยที่ไม่ดี  พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนี้ หากไม่ปรับเปลี่ยนจะกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีติดตัวต่อไป และหัวหน้างานเองจะเป็นผู้หนึ่งที่ปลูกฝังนิสัยที่ไม่ดีเหล่านี้ให้แก่ลูก น้องของตน ดังนั้นหากหัวหน้ารักลูกน้อง ก็ควรจะบอกพวกเขา ไม่ต้องเกรงใจหรือเกรงกลัวว่า ลูกน้องจะโกรธ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกบ่มเพาะเป็นนิสัยที่ไม่ดีต่อไปได้

       ไม่ยากเลยใช่หรือไม่ค่ะ ที่หัวหน้างานจะต้องบอกกล่าวลูกน้องที่มีพฤติกรรมที่ออกก่อนเวลาเที่ยง จงใส่ความรักและความปรารถนาดีให้กับลูกน้อง เพื่อให้พวกเขามีนิสัยที่ดีติดตัวต่อไป หากคุณรักลูกน้องจริง จะต้องกล้าบอกเพื่อให้เขารู้สึกตัวและละเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นเสีย


ที่มา : www.manager.co.th

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ