www.hrtothai.com

  • You are here :  
  • Seminars
  • เมื่อลูกจ้างเป็นเถ้าแก่
เมื่อลูกจ้างเป็นเถ้าแก่
ผู้เข้าชม : 1004

     สุวัฒน์เป็นผู้จัดการฝ่าย บุคคลในบริษัทแห่งนี้ เขามีลูกน้องหกคนที่ขึ้นตรงกับเขาสุวัฒน์มักจะพาทีมงานของเขาไปทานข้าวกลางวันร่วมกันบ่อยๆโดยเขาเป็นคนเลี้ยงเอง กิจกรรมนี้เป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารและพนักงานที่ได้ผลอย่างหนึ่ง

    
สัปดาห์ที่แล้วเขาก็พาทีมงานทั้งหกคนไปอีกเช่นเคย หลังจากที่ทุกคนอิ่มหนำสำราญ สุนีย์หนึ่งในลูกน้องคนขยันก็เอ่ยถามสุวัฒน์ว่า “พี่คะนีย์กะว่าอีกซักสามสี่ปีนีย์จะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆเป็นร้านกาแฟที่มีเบเกอรี่ขาย พี่ว่านีย์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ”

     สุวัฒน์ตอบ “ดี นะผมสนับสนุนให้ทุกคนเป็นเถ้าแก่ หรือไม่ก็ต้องพยายามไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูง ผมว่าคนทำงานต้องมีเป้าหมายเพื่อความก้าวหน้า นีย์ถามมาก็ดีแล้ว ผมมีตัวอย่างพนักงานสองคนที่ออกจากบริษัทเราไปเป็นเถ้าแก่เมื่อสองปีที่แล้ว พวกเราคงยังจำเขาได้ คุณเดชาและคุณวินัย เดชาเจ๊งไปแล้วขณะที่วินัยกลับไปได้ดี พวกเราคิดว่าไง” 

     ราณีเพื่อนอีกคนในกลุ่มกล่าวเสริม “ดิฉัน อ่านพบข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๖ เขาลงว่าร้อยละเจ็ดสิบของธุรกิจใหม่ในไทยจะเลิกกิจการหรือล้มเหลวในสามปีแรก และอีกร้อยละยี่สิบภายในอีกเจ็ดปี หมายความว่าหลังสิบปีเหลือรอดเพียงร้อยละสิบ ดิฉันรู้จักกับเดชาดีตั้งแต่สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ดิฉันคิดว่าวิธีคิดของเดชานั่นแหละคือปัญหา ตอนเขาทำงานที่นี่เขาทำแบบแปดโมงครึ่งถึงห้าโมงเย็นแค่นั้นเอง เวลาเกิดปัญหาก็มักจะอ้างโน่นอ้างนี่ตลอด ดิฉันเคยเตือนเขาว่าทำไมคิดและทำแบบนั้น เขาบอกว่าเขาเป็นลูกจ้างก็ทำเท่าที่บริษัทจ้าง รอเป็นเถ้าแก่ก่อนเขาจะทุ่มเทสุดๆเพราะทุกบาททุกสตางค์เป็นของเขา ดิฉันจึงบอกเขาไปว่าหากเธอไม่ฝึกการทุ่มเทและความมุ่งมั่น อยู่ๆเป็นเถ้าแก่มันจะฝึกไม่ทันนะ แต่เขาก็ไม่เชื่อคะ ผลก็เลยลงเอยแบบนี้คะ”

    
สุวัฒน์เสริ “ใน ขณะที่วินัยผมค่อนข้างจะคุ้นเคย วินัยเป็นพวกมาเช้าคล้ายๆผม เจ็ดโมงเช้าเราทั้งคู่ก็เจอกันที่ห้องกาแฟแล้ว เขามักจะถามผมเรื่องวิธีการบริหารคนเสมอ แถมจดโน๊ตเวลาผมแนะนำไอเดียใหม่ๆในการบริหารและการจัดการ วินัยบอกว่าเขาอ่านหนังสือสองเล่มต่อสัปดาห์เพื่อพัฒนาตนเอง เขาบอกว่าการทำงานที่นี่เขามีความสุขมากเพราะบริษัทจ้างเขามาเรียนงานในขณะ ที่บางคนใช้เงินปีละหลายแสนบาทไปเรียนปริญญาโทซึ่งมีเนื้อหาที่ค่อนข้างไกล จากงานและล้าสมัยแล้ว แถมผู้สอนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยทำธุรกิจจึงไม่ค่อยจะเข้าใจธุรกิจเสียเท่าไร เขาทุ่มเทกับงานมาก ทุกครั้งที่เขาเข้ารับการฝึกอบรมอะไรก็ตาม เขาจะเตรียมตัวก่อนอบรมอย่างดี ตั้งใจเรียนตลอด บางครั้งไปถึงห้องอบรมก่อนวิทยากร และก็ซักถามพร้อมทั้งจดยิกตลอด เขาบอกว่ามีเพื่อนทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กหลายคนที่อิจฉาเขาเพราะไม่มีโอกาส ได้เข้ารับการฝึกอบรมเรียนรู้หลักสูตรดีๆแบบเขา เวลาเกิดปัญหาในงานเขาก็ทุ่มเทแก้ไขอย่างเต็มที่ รวมทั้งสื่อสารให้คนที่เกี่ยวข้องทราบโดยตลอด เขาบอกว่าเขาไม่ได้เป็นลูกจ้างบริษัทนี้หรอก เขาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมเถ้าแก่ต่างหากเพียงแต่ว่าไม่ต้องเสียค่าเล่า เรียน ในขณะที่บริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เขาลองผิดลองถูกในการทำงานอีกต่างหาก”

     สุวัฒน์กล่าวต่อ “วินัย เล่าให้ผมฟังถึงแนวคิดจากหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Peak Performers: The New Heroes of American Business เขียนโดย Charles Garfield ในหนังสือเขาบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จมีค่านิยมอย่างไร ข้อที่หนึ่งก็คือคนเหล่านี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตโดยตระหนักว่าผล สำเร็จของงานในปัจจุบันจะมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายในอนาคตได้อย่างไร สองให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนและพัฒนาผู้อื่นเพื่อให้ได้ ผลงานในเวลาอันควร สามมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จด้วยการเป็นเจ้านายของตนเองพัฒนาและเรียน รู้โดยปราศจากการบังคับตลอดจนบริหารเวลาตนเอง สี่เล็งเห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์โดยเสริมสร้างนวัตกรรมอีกทั้ง พร้อมที่จะทดลองและเรียนรู้โดยไม่กังวลใจที่จะเสี่ยงกับกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ห้าเห็นคุณค่าของการประสานประโยชน์ โดยแสวงหาจุดร่วมหรือจุดประสานระหว่างเป้าหมายของ องค์กร ทีมงาน และส่วนตัว หกคือให้ความสำคัญกับคุณภาพ และสนใจข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขผลงาน และสุดท้ายข้อที่เจ็ดก็คือเห็นคุณค่าของโอกาส และพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลง”

     สุวัฒน์จบลงด้วยคำถามว่า “สุนีย์เธอจะเลือกใครเป็นตัวอย่างดีละ ระหว่างเดชากับวินัย”ทำดีได้ดีเสมอ


     
วันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ผู้คนดูบางตาไป เป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว คนเขาพูดกันว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนเริ่มกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และในศุกร์สิ้นเดือนนั้น มีคนพอสมควรที่นัดกันไปทานอาหารตามสั่งที่มีระดับดีกว่าฟู๊ดเซ็นเตอร์แห่ง นี้ ชายสองคนนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งและจัดแจงยกชามก๋วยเตี๋ยวคนละชาม และเตรียมที่จะลงมือทานกัน ชายคนหนึ่งอายุราวๆยี่สิบต้นๆน่าจะเพิ่งจบปริญญาตรีมาหมาดๆ อีกคนหนึ่งอายุราวๆสามสิบต้นๆเรียกตัวเองว่าพี่ น่าจะมีประสบการณ์การทำงานมาซักระยะหนึ่ง คนที่อ่อนกว่าพูดคุยไปขณะรับประทานอาหารโดยตั้งคำถามว่า “พี่ แดงครับ ผมรู้สึกท้อแท้มากเลยครับ ผมคิดว่าทำดีไม่ได้ดี ผมพยายามทำดีทุกอย่างตามที่พี่แนะนำ แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด”

     “น้องอย่าท้อถอยซี่ พี่มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง” เขากล่าวตอบพร้อมกับรีบเล่าต่อไปว่า “เมื่อหลายปีก่อนตอนที่พี่เริ่มต้นเป็นพนักงานในฝ่ายบุคคลใหม่ๆ ตอนนั้นบริษัทของเราซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับฟาสต์ฟู๊ดเป็นเจ้าแรกมีร้านสาขา อยู่สามสิบกว่าแห่ง แต่ละร้านจะมีผู้จัดการสาขา ซึ่งเหนือขึ้นไปผู้จัดการสาขาจะรายงานกับหัวหน้าคือผู้จัดการเขต วันหนึ่งมีการเรียกผู้จัดการสาขาเป็นกลุ่มๆเข้ามารับการอบรมเรื่อง คอมพิวเตอร์ ปรากฏว่ากลุ่มที่จะมาอบรมกันวันนี้มาสายกันหมด ยกเว้นนายสมชายซึ่งมาก่อนเวลา ในระหว่างที่สมชายคอยเพื่อนๆอยู่นั้น เขาก็เดินเตร็ดเตร่ในสำนักงานใหญ่ บังเอิญเขาเดินผ่านมาที่โต๊ะพี่ เห็นพี่กำลังง่วนอยู่กับงานจัดแฟ้มอยู่ เขาจึงเดินเข้ามาแล้วบอกว่า “ขอผมช่วยทำงานหน่อยได้ไหมครับ” พี่แดงเลยรีบบอกเขาเลยว่า “ดีเลยกำลังยุ่งมาก” ปรากฏ ว่านอกจากเขาจะช่วยงานได้อย่างดีแล้ว เขายังมีแนวความคิดที่สร้างสรรค์ โดยเสนอแนะแนวทางที่ทำให้พี่ทำงานเสร็จไวอย่างมีคุณภาพอีกด้วย หลังจากนั้นพอเพื่อนๆเขามาเขาก็ไปเข้าเรียนตามปกติ พี่นึกในใจตอนนั้นว่า “เจ้า ผู้จัดการคนนี้ตอนเราไปเยี่ยมร้านเขาก็กุลีกุจอช่วยงานเราอย่างสม่ำเสมอ พอมาสำนักงานใหญ่ ทั้งๆที่เขาสามารถจะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอเพื่อนๆเขาก็ทำได้ แต่เขากลับเลือกมาช่วยงานเรา คนอย่างนี้ซิที่องค์กรของเราอยากได้”

     หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พี่เดินผ่านไปที่ห้องกาแฟ ซึ่งราวๆบ่ายสามโมงพวกพนักงานและผู้บริหารบริษัทเราจะมาเบรคพักรับประทานชา กาแฟกัน พี่เห็นผู้จัดการฝ่ายที่ดูแลสาขากำลังยืนคุยกับนายพี่ผู้จัดการฝ่ายบุคคล อยู่อย่างไม่เป็นทางการ พี่ได้ยินผู้จัดการฝ่ายสาขาบ่นเปรยขึ้นมาว่า“มีตำแหน่งผู้จัดการเขตว่างลง ต้องโปรโมทผู้จัดการสาขาคนหนึ่งขึ้นมา แต่ว่าทุกๆคนมีฝีไม้ลายมือและผลงานพอๆกันเลย ตัดสินใจยากจริงๆเลยครับ” ด้วยความคุ้นเคยของผู้บริหารในบริษัทเรา พี่เลยไม่รอช้า รีบเสนอแนะต่อผู้จัดการฝ่ายสาขาถึงชื่อของผู้จัดการสาขาคนนั้นทันที แน่นอนว่าอีกไม่นานเขาก็ได้รับการโปรโมทขึ้นมา”

     เขาหยุดเล่าเพื่อทานก๋วยเตี๋ยวต่อ หลังจากนั้นจึงกล่าวสรุปว่า “ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้แหละไอ้น้อง หากอยากได้ผลไวก็ต้องปลูกถั่วงอก คืนเดียวมันก็ขึ้นมาแล้ว แต่ว่ามันก็อยู่ไม่ทน หากเราปลูกต้นไม้ ต้องหมั่นลดนํ้าดูและรักษา อาจจะหลายเดือนหน่อย แต่มันเจริญเติบโตแน่ การทำงานก็เช่นกัน อย่าคาดหวังว่าทำดีแล้วเดือนสองเดือนจะได้รับการสนองตอบ เด็กๆยุคนี้ต้องมีมานะและเข้าใจโลกตามที่มีนควรจะเป็น อย่าใจร้อนเสมือน Internet High Speed ไปเสียทุกเรื่อง”         

     เด็กหนุ่มผู้มีอาวุโสน้อยกว่ากล่าวขึ้นมาว่า “ผม เข้าใจแล้วครับพี่การทำดีบางครั้งมันอาจจะต้องใช้เวลากว่าจะส่งผลลัพธ์กลับ คืนมา ผมไม่ควรใจร้อนไปเลยครับ เอาละผมโซ้ยก๋วยเตี๋ยวต่อดีกว่า ขอบคุณนะครับพี่ที่ช่วยเสริมมุมมองใหม่ๆให้กับผม”



ที่มา : http://www.thaicoach.com

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ