www.hrtothai.com

  • You are here :  
  • Seminars
  • ปฏิวัติวัฒนธรรมองค์กร ร.ฟ.ท.
ปฏิวัติวัฒนธรรมองค์กร ร.ฟ.ท.
ผู้เข้าชม : 1462


ปฏิวัติวัฒนธรรมองค์กร ร.ฟ.ท. จากระบบอุปถัมภ์สู่ระบบคุณธรรม

      เป็นที่ทราบกันดีว่าองค์กรเก่าแก่ย่อมมีวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก ไม่เว้นแม้แต่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) องค์กรที่มีอายุยาวนานกว่า 111 ปี การจะปรับเปลี่ยนอะไรนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เกินความพยายามของ "ดร.ศิริพงษ์ พฤทธิพันธุ์" ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ ร.ฟ.ท.

      อาจเป็นเพราะโชคชะตา หรือเป็นความบังเอิญที่ ดร.ศิริพงษ์เกิดวันรถไฟ แล้วสอบได้ทุน ก.พ.จึงได้มีโอกาสก้าวเข้ามาเป็น ผู้บริหารการรถไฟฯซึ่งต้องยอมรับว่ามีความท้าทายอยู่มากเพราะมีปัญหาให้ต้อง แก้มากมาย

      "ในอดีตที่นี่จะเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร พอเข้ามารับหน้าที่ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ คิดแบบใหม่ เห็นผู้บริหารระดับสูงทำงานมามากก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์หยิบข้อดีของคนนี้มา ผสมผสานกับคนโน้น ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าหนีการเมืองไม่พ้น แต่จะทำอย่างไรให้หน่วยงานได้รับผลประโยชน์มากกว่าที่นักการเมืองได้รับ"

      ร.ฟ.ท.เป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างใหญ่ มีพนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณกว่า 440 สถานี เฉพาะฝ่ายการเดินรถมีลูกน้องกว่า 700 คน การสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ จึงค่อนข้างลำบาก "ดร.ศิริพงษ์" จึงต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วย ปรับระบบการทำงานใหม่ ทำทุกอย่างให้เป็นหลักการมากขึ้น ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านระบบขายตั๋วและอินเทอร์เน็ตให้ทุกคนรับรู้ข้อมูล ข่าวสารอย่างทั่วถึงในเวลาที่รวดเร็ว


สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือการนำระบบ คุณธรรมมาใช้ในองค์กร

      "หลังจากทำงานไประยะหนึ่ง ทุกคนเห็นว่าไม่มีผลประโยชน์ แม้ว่าจะอายุน้อยก็ได้รับการยอมรับ เพราะทุกคนไม่ต้องมาวิ่งเต้น ไม่ต้องเอาเงินทองมาให้ มีผลงานอะไรเอามาโชว์มาคุยกันได้ตลอดเวลา"

      ระบบคุณธรรมในการบริหารงานจึงกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ติดตัวผู้บริหารรุ่นใหม่ คนนี้มาตลอด ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับลูกน้องก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลูกน้องอายุ 50 ปีก็ให้การยอมรับ

      ประกอบกับบุคลิกของ "ดร.ศิริพงษ์" เข้ากับคนง่าย ไม่ต้องรอให้ลูกน้องเดินเข้ามาหา แต่จะเดินไปหาลูกน้องตลอดเวลา ทำให้เขารับรู้ปัญหาของการรถไฟในทุกจุด

      "ช่วงที่มาใหม่ๆ จะตระเวนไปตรวจงานตามสถานีต่างๆ นอนบ้านพักรับรองที่พนักงานการรถไฟฯไปพักเพื่อเรียนรู้ชีวิตของพวกเขา ว่าเขาอยู่กันอย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน เขาลำบากกันอย่างไร เขามีความต้องการอะไร เพื่อจะได้เกาให้ถูกที่คัน"

      และข้อมูลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใน ร.ฟ.ท.

      "ขั้นแรกเราจะต้องเข้าใจเขาก่อน เมื่อเข้าใจแล้วจึงจะมาคิดต่อว่าจะเปลี่ยนแปลงเขาได้อย่างไร ทุกอย่างคงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนเหล่านี้อายุมากและแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม"

      คนกลุ่มแรกพูดอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน เพราะอีก 2-3 ปีก็จะเกษียณอายุ

      คนกลุ่มที่สองเป็นคนรุ่นใหม่ อยากเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบระบบอุปถัมภ์

      ส่วนคนกลุ่มที่สามยังลังเล รอดูว่ากลุ่มไหนชนะก็จะเฮไปทางนั้น

      ฉะนั้นการทำงานนอกจากเรื่องความโปร่งใส ระบบคุณธรรมแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องของงานด้วย

      ในช่วงที่ผ่านมาการรถไฟฯมีข้อมูลมากมายแต่ไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลที่ดี จึงไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ดร.ศิริพงษ์จึงได้ลงไปชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูลในการใช้เป็นฐานการ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ภายใน ร.ฟ.ท.

      โดยให้สถานีต่างๆ เริ่มเก็บข้อมูลเรื่องรายรับ รายจ่ายทุกเดือน ซึ่งเดิมแต่ละสถานีจะไม่นิยมเก็บตัวเลขเพราะเห็นว่าเป็นเงินหลวง จากนั้นให้แต่ละสถานีบริหาร ตัวเองดูว่ามีกำไรหรือว่าขาดทุนเท่าไร

      ซึ่งจริงๆ แล้ว "ดร.ศิริพงษ์" บอกว่า การมีกำไรหรือไม่มีกำไรนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคืออยากให้ทุกคนตระหนักรู้ร่วมกันว่า เพียงแค่สถานีเดียวรายได้แต่ละเดือนยังไม่พอจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน ประจำสถานีเลย ดังนั้นในวันที่หนี้สินรถไฟพุ่งสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท และจะพุ่งไปเป็นแสนล้านเร็วๆ นี้พวกเขาจะช่วย ร.ฟ.ท.ได้อย่างไร


      ตรงนี้เป็นการสอนให้พนักงานทุกคนได้คิดและตระหนักถึงปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกั

      "ดร.ศิริพงษ์" ยกตัวอย่างสถานีหาดใหญ่ เดิมค่าน้ำ 150,000 บาท แต่อยู่มาเดือนหนึ่งขยับขึ้นมาเป็น 300,000 บาท ก็ต้องไปดูว่าทำไมค่าน้ำขึ้นมาขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจว่าจุดสูญเสียอยู่ตรงไหน เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้รถไฟเสียประโยชน์ซึ่งพนักงานทุกคนต้องช่วยกันดูแลได้

      หรือสถานีบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี แค่เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดนีออนเป็นหลอดตะเกียบก็ลดค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 2,000 กว่าบาท จากจุดเล็กๆ ที่พนักงานเริ่มที่จะคิด แล้วช่วยกันทำคนละไม้คนละมือก็จะช่วยองค์กรได้มาก

      สไตล์การทำงานที่เปิดให้ทุกคนได้คิด ได้สร้างสรรค์งานด้วยตัวเองโดยที่ไม่ไปขีดกรอบว่าพนักงานแต่ละคนจะต้องทำ อะไร ถ้าใครอยากทำอะไร ถ้าอยู่ในกรอบที่ถูกต้องก็ทำได้เลย ได้ปลุกพลังของคนรุ่นใหม่ในองค์กรแห่งนี้ให้ลุกโชน เป็นพลังสำคัญของการรถไฟฯที่จะก้าวต่อไปในอนาคต

      "ผมอยากให้คนของเราฉลาด มีความรู้ มีประสบการณ์ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน ลบคำกล่าวหาที่ว่าคนรถไฟมีความรู้แค่ 20 เมตร หรือแค่ 2 ข้างทางรถไฟ พอออกนอกรถไฟแล้วไม่รู้อะไรเลย จึงบอกกับพนักงานทุกคนว่า ถ้ามีประชุม อบต. อบจ. หรือประชุมประจำจังหวัด ถ้ามีใครเชิญมาจะต้องไปร่วมประชุม เป็นภาคบังคับ แล้วกลับมารายงานด้วยว่าหน่วยงานต่างๆ ต้องการอะไร เป็นการเปิดตัวเพื่อให้คนในสังคมเข้าใจรถไฟมากขึ้น และสร้างความรู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของรถไฟจะได้ช่วยกันดูแล และคนรถไฟก็เข้าใจสังคมว่าเขาต้องการอะไร"

      แน่นอนว่าการจะปรับเปลี่ยนองค์กรคงไม่สามารถใส่เรื่องนโยบายเพียงอย่างเดียว "ดร.ศิริพงษ์" จึงต้องเดินสายออกไปพูดทำความเข้าใจกับทุกคนทั่วประเทศ ให้พนักงานได้เห็นถึงวิสัยทัศน์มุมมองของผู้บริหารว่าเป็นอย่างไร ที่สำคัญให้ทุกคนได้รับรู้ว่าสถานการณ์ขององค์กรเวลานี้ไม่ปกติ ขาดทุนสะสมหลายหมื่นล้านบาท แล้วคิดว่ารัฐบาลจะให้งบประมาณสบายๆ อย่างนั้นหรือ

      "ดร.ศิริพงษ์" มองว่าการสื่อข้อมูลให้ทุกคนเข้าใจเป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งในช่วงของ การเปลี่ยนผ่านขององค์กร ซึ่งวันนี้หลายคนก็เริ่มเข้าใจตัวเลขมากขึ้น คนที่มีความรู้ก็เริ่มนำไปถ่ายทอด

      "ผมไม่ได้ให้นโยบายเพียงอย่างเดียวแต่จะตามงานอย่างต่อเนื่อง ทุก 3 เดือนทุกหน่วยงานจะต้องทำข้อมูลของตัวเองมานำเสนอ วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นายสถานีไม่อยู่ คนอื่นก็สามารถเข้ามาดูแลงานแทนได้ เพราะรถไฟจะต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ข้อมูลของสถานีจะไปรวมที่แขวง จากแขวงก็ไปรวมเป็นข้อมูลระดับเขต จะเป็นภาพรวมในระดับภาคว่าเป็นอย่างไร การจะวิเคราะห์อะไร ตัดสินใจอะไรก็ทำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น"

      ขณะนี้การรถไฟฯได้มีการจัดสถานีตัวอย่างในภาคต่างๆ ขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สถานีสะอาด สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่บริการจะต้องดีด้วย ทั้งพนักงานขายตั๋ว พนักงานที่ทำงานบนขบวนรถทุกคนจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

      "ที่ฝ่ายการเดินรถจะใส่สโลแกนใหม่ลงไป นั่นคือบริการด้วยหัวใจ อย่างประทับใจ ทุกคนก็ต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไร ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็จะถามพนักงานว่า ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร จากที่ไม่เคยเข้าใจว่าประโยคนี้คืออะไร ก็เข้าใจ สามารถตอบคำถามได้ว่าบริการด้วยหัวใจอย่างประทับใจนั้นจะต้องทำอย่างไร"

      นี่คือความกล้าของนักบริหารหนุ่มที่จะพลิกโฉมองค์กรจากฝ่ายการเดินรถ ทำให้เชื่อได้ว่าอีกไม่นานเราคงเห็น ร.ฟ.ท.ในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน


ที่มา : www.matichon.co.th

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ