www.hrtothai.com

  • You are here :  
  • Seminars
  • จริต 6 ว่าด้วยนิสัยของคน
จริต 6 ว่าด้วยนิสัยของคน
ผู้เข้าชม : 11722

      การเรียนรู้นิสัยของคนนับเป็นสิ่งสำคัญใน การติดต่อสื่อสาร หรือร่วมงาน หรือใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับคนนั้นๆ หากรู้ว่าคนที่เราจะเกี่ยวข้องด้วยมีนิสัยอย่างไร การเตรียมการต่างๆ เพื่อให้ถูกกับนิสัยของเขา หรือไม่ให้ขัดใจไว้ก่อน หรือหากจำเป็นก็ให้ผิดใจน้อยที่สุด ก็จะทำให้เกิดปัญหาน้อย มีความสำเร็จมาก อย่างสำนวนไทยว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือ น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก นั่นแล


      พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ถึงเรื่องนิสัยใจคอของคน จึงทรงให้ความรู้เกี่ยวกับนิสัยใจคอของคนว่า คนทั้งหลายในโลกนี้ มีนิสัยหรือจริตอยู่ด้วยกัน 6 แบบ เรียกว่า จริต 6 ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต พุทธจริต ไม่ว่าคนจะเกิดก่อนหรือหลังพระพุทธเจ้า และมีจำนวนเท่าใดก็ตาม ล้วนมีนิสัยอยู่ 6 แบบ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ได้

      ลักษณะนิสัยของแต่ละแบบเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็ขอกล่าวอ้างคำครูบาอาจารย์มาให้พิจารณากัน นั่นคือ พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน ซึ่งสรุปความได้ว่า

      1. ราคจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้มีอารมณ์หนักไปในทางรักสวยรักงาม ชอบการมีระเบียบ สะอาด ประณีต มีกิริยาท่าทางละมุนละไม นิ่มนวล ข้าวของเครื่องของใช้ไม่เกี่ยงว่าเก่าหรือใหม่แต่ต้องสะอาดเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน สรุปว่า มีนิสัยรักสวยรักงาม

      2. โทสจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้มีอารมณ์โกรธเป็นเจ้าเรือน ขี้โมโหโทโส อะไรนิดก็โกรธ อะไรหน่อยก็โกรธ เป็นคนบูชาความโกรธว่าเป็นของวิเศษ พูดเสียงดัง ทำงานหยาบ ไม่ใคร่ละเอียดถี่ถ้วน แต่งตัวไม่พิถีพิถันเป็นคนใจเร็ว

      3. โมหจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้ มีความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ชอบสะสมมากกว่าจ่ายออก เป็นคนเก็บดะทุกอย่าง เห็นแก่ตัว อยากได้ของคนอื่น แต่ของตนไม่อยากให้ใคร ชอบเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล เป็นคนชอบได้ไม่ชอบให้

      4. วิตกจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้ เป็นคนชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด มีเรื่องที่จะต้องพิจารณานิดหน่อยก็คิดตรองอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าตัดสินใจ คนประเภทนี้เป็นโรคประสาทมาก หาความสบายใจได้ยาก

      5. สัทธาจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้ มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ เชื่อโดยไร้เหตุไร้ผล พวกที่ถูกหลอกลวงก็คนประเภทนี้ มีใครแนะนำก็ตัดสินใจเชื่อโดยไม่พิจารณา

      6. พุทธจริต ท่านว่าเจ้าของจริตนี้ เป็นคนเจ้าปัญญาความคิด มีความฉลาดเฉลียว มีปฏิภาณไหวพริบดี การคิดการอ่านหรือการทรงจำดีทุกอย่าง

      นิสัย หรืออารมณ์ ทั้ง 6 แบบนี้ พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงแยกแยะไว้ เพื่อจะใช้วิธีการอบรมสั่งสอนแต่ละคนให้เหมาะสมกับนิสัย ทุกๆ คนที่เกิดมาย่อมมีนิสัยทั้ง 6 แบบอยู่ในตัว แต่จะมีมากมีน้อยในแบบใดก็แล้วแต่วาสนาบารมีที่ได้สั่งสมมา เมื่อรู้ว่าใครมีนิสัยหนักไปในทางใดก็ทรงสอนด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับคนๆ นั้น 

      วิธีการที่พระองค์ทรงใช้สั่งสอนมีอยู่ 40 แบบ คือ กรรมฐาน 40 เริ่มตั้งแต่วิธีแรกคือ อานาปานัสสติ คือ การจับลมหายใจเข้าออก ซึ่งเหมาะกับทุกจริต พระพุทธเจ้านั้นทรงรู้นิสัยของคนทุกคน จึงทรงแนะนำวิธีการให้นำไปปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลคือสำเร็จอรหันต์ ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านก็ยึดตามแบบของพระศาสดาสั่งสอนคนมาจนถึงทุกวันนี้


      สำหรับพวกเราผู้ซึ่งยังห่างไกลจากความคิดที่จะทำตนให้รู้แจ้งในมรรคผลนิพพาน แต่การรู้ถึงจริตของคนตามแบบอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็ย่อมยังประโยชน์ให้เป็นอันมาก เพราะในโลกปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าวัตถุสิ่งของจะก้าวหน้ากว่าในโลกเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คนทั้งหลายมีความสะดวกสบายในชีวิต จนบางกลุ่มบางเหล่าแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตนเอง เพราะมีเครื่องยนต์กลไกทำงานแทนได้ แต่จริตหรือนิสัยของคนก็ยังคงจำกัดอยู่ใน 6 แบบนี้

      ฉะนั้น หากต้องการรู้ว่าใครมีนิสัยหนักไปในแบบใด ก็ให้นำเอากรอบความคิดของจริต 6 ที่ครูบาอาจารย์ท่านอธิบายไว้ไปเทียบเคียงดู ก็จะได้ภาพชัดเจน

      ในฐานะหัวหน้า ผู้เป็นใหญ่กว่า หากรู้ว่าลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนมีจริตแบบใด ก็จะได้หาวิธีการใช้งานเขาได้ตรงกับนิสัยของเขา หรือจะเทียบเคียงหาจริตของตนก็ยิ่งจะยังประโยชน์ได้มาก เพราะหากรู้ตนเองแล้วก็ย่อมจะหาหนทางทำให้ตนเองพอใจได้ หรือลดความเสี่ยงในการทำความเสียหายได้ เช่น หากตนเองเป็นพวกโทสจริต หากจะติดต่อกับพวกโทสจริตด้วยกันเห็นทีจะเละมากกว่าเลิศ

      ฉะนั้น การใช้ลูกน้องประเภทสัทธาจริต หรือพุทธจริตไปทำแทนก็ย่อมจะดีกว่า เพราะพวกสัทธาจริตนั้นเชื่อฟังในคำสั่ง เชื่อมั่นในคำพูดของผู้เป็นนาย โอกาสจะขัดแย้งก็มีน้อย ส่วนพวกพุทธจริตมีปัญญา เฉลียวฉลาด ไหวพริบดี เอาตัวรอดได้เก่ง รับมือกับพวกโทสจริตได้แน่นอน โอกาสที่จะทำงานพลาดก็น้อย เป็นต้น

      ในทางตรงกันข้าม หากผู้น้อยจะวิเคราะห์จริตของผู้บังคับบัญชา ก็จะมีประโยชน์เช่นกัน จะได้รู้นิสัย เข้าใจความต้องการของเจ้านายมากขึ้น ว่าที่เขาทำอย่างนั้น สั่งอย่างนั้น พูดอย่างนั้น เพราะเขาเป็นจริตแบบนี้นี่เอง เมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร ด้วยเหตุผลแบบใด หากท่านเป็นคนราคจริตก็ต้องทำอะไรๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หากท่านเป็นพวกโทสจริตก็จะได้เข้าใจว่า ที่ถูกด่าทุกวันนี้น่ะอาจไม่ใช่เพราะเราทำผิด แต่เป็นเพราะท่านชอบด่า ไม่ได้ด่าใครแล้วท่านอาจคิดอะไรดีๆ ไม่ออก ดังนั้น เราต้องใจเย็นๆ ประเดี๋ยวท่านก็เลิกด่าไปเอง

      สรุปแล้ว การแยกแยะจริตนิสัยของคนนั้น พระพุทธเจ้าทรงแยกแยะเพื่อจะใช้วิธีสอนให้ตรงกับจริตเพื่อให้ผู้นั้นบรรลุ มรรคผลนิพพาน ซึ่งครูบาอาจารย์ในปัจจุบันท่านคงสอนให้ลูกศิษย์บรรลุมรรคผลเช่นกัน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตราบใดที่ธรรมะยังอยู่ ตราบนั้นโลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่สุดปัญญาที่คนธรรมดาอย่างเราจะรู้ได้ว่า มีองค์ใดบ้างที่บรรลุมรรคผล แต่การนำคำสั่งสอนของพระศาสนามาปรับใช้ในทางโลกก็ย่อมยังประโยชน์แก่เราชาว โลก พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงห้ามไว้ ธรรมะของพระองค์นั้นใช้ได้ทุกสถาน ทุกกาล

      ทีนี้ลองพิเคราะห์คนรอบตัวเราว่าใครมีจริตแบบใด ด้วยปัญญาที่มีอยู่มากบ้างน้อยบ้างของแต่ละคน เมื่อรู้แล้วก็คงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขั้นแห่งปัญญาของตนเป็นแน่แท้ 

ที่มา : โกศล อนุสิ

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ