www.hrtothai.com

ภาวะผู้นำ กับควายป่าไบซันและห่านป่า
ผู้เข้าชม : 1833

                                                                                                                               

     จอห์นรู้จักกับทิมมาพอสมควรในหอการค้าแห่งนี้ ทิมเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทข้ามชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทย แต่ทิมกับดูสบายๆ ไม่มีท่าทีของความยุ่งเหยิงเหมือนคนอื่นๆ เขามีเวลาสำหรับการสังสรรค์ สร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ตลอดจนช่วยเหลืองานสังคมสงเคราะห์อย่างขยันขันแข็ง

     วันหนึ่งจอห์นจึงถือโอกาสถามทิมว่า “ทิมคุณบริหารงานของคุณอย่างไร คุณถึงดูไม่วุ่นวายเหมือนพวกเราคนอื่นๆ” 

     ทิมตอบว่า “ผมก็เคยเหมือนพวกคุนนั่นแหละ ผมทำเกือบทุกอย่างตั้งแต่วางแผนงาน ลงมือทำ ติดตามผล ปีแรกในเมืองไทยผมเหนื่อยมาก มันสนุกดีแต่ครอบครัวผมไม่ชอบ วันหนึ่งมีเพื่อนร่วมงานคนไทยคนหนึ่งแนะนำหนังสือชื่อ Flightof the Buffalo เขียนโดย James A. Belasco และ Ralph C. Stayer. ผู้เขียนเล่าถึงแนวคิดของผู้นำในยุคเก่าโดยเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือน หัวหน้าฝูงควายไบซัน
          
     จอห์นถามว่า “เขาหมายความว่าผู้นำในอดีตโง่เหมือนควายหรือยังไงครับ”

     ทิมหัวเราะแล้วจึงรีบอธิบาย “ไม่ใช่...ไม่ใช่ครับ เป็นการเปรียบเปรยนะ ไบซันเป็นควายป่าในอเมริกา สัตว์พวกนี้มันจะซื่อสัตย์และทำตามหัวหน้าฝูงโดยมันจะยืนล้อมหัวหน้าฝูงรอคำสั่งอย่างนั้นแหละ เมื่อหัวหน้าฝูงไม่อยู่พวกนี้จะทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นในยุคบุกเบิกของอเมริกา เมื่อพวกคนต้องการล่าควายป่าทั้งฝูง เขาก็ทำได้ง่ายโดยสังเกตุให้ได้ว่าตัวไหนเป็นหัวหน้าฝูงแล้วก็ยิงมันซะ แค่นี้ก็สามารถจับไบซันได้ทั้งฝูง เพราะทำอะไรไม่ถูกเมื่อไม่มีหัวหน้าซะแล้ว”

     จอห์นผงกศรีษะแล้วจึงพูดต่อ “มันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ ผมเองอาจจะเป็นหัวหน้าฝูงควายไบซันอยู่ก็ได้”

     ทิมเล่าต่อ “ผมก็เคยเป็นเหมือนกัน แต่ว่าก่อนอื่นผมขอเตือนก่อนนะครับว่า หากเล่าแนวคิดนี้ให้คนไทยควรจะอธิบายเรื่องไบซันก่อน เพราะเดี๋ยวคนไทยเขาจะเข้าใจผิดว่าไปว่าพวกเขาเป็นควาย ในความหมายของคนไทยแล้ว การเปรียบเปรยว่าใครเป็นควายนั้นเสียหน้ามากเพราะควายเป็นสัญญลักษณ์ของความโง่”

     จอห์นถามตอว่า “แล้วหากไม่อยากเป็นจ่าฝูงไบซัน ผมต้องทำอย่างไรละครับ”

     ทิมกล่าว “ผู้เขียนเขาแนะนำแนวคิดใหม่ของผู้นำคือแนวคิดเรื่องของ ฝูงห่าน เขาไม่ได้บอกที่มามากนัก ผมลองไปค้นจากอินเตอร์เน็ท จึงทราบว่าห่านป่านั้นพวกมันบินได้เป็นพันๆไมล์ คนที่นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการบริหารคือ Angeles Arrien โดยเขานำมาจากงานของ Milton Olson เขานำเสนอในงาน 1991 Organizational Development Network.”

     จอห์นท้วงขึ้นว่า “มันตั้งหลายปีมาแล้วนี่ครับ คุณว่ามันไม่ล้าสมัยไปหน่อยหรือครับ”

     ทอมพยักหน้า “ก็จริงครับ แต่มันยังใช้ได้ดีอยู่ครับ ผมจะเล่าให้ฟัง เมื่อห่านมันบินระยะทางไกลๆมันเรียนรู้ว่าการบินเป็นรูปตัว V จะทำให้ห่านตัวหลังเหนื่อยน้อยลง วิธีนี้ทำให้พวกมันทั้งฝูงสามารถเพิ่มระยะทางได้ไกลขึ้นถึง 71% 

     บทเรียนที่หนึ่ง ก็คือ การที่คนมีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน เราสามารถไปได้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น เพราะว่าเราเดินทางด้วยพลังขับเคลื่อนที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อห่านตัวใดแตกฝูงออกจากรูปตัววี มันจะรู้สึกถึงแรงปะทะของการบินเดี่ยว มันจะรีบบินกลับเข้าฝูงทันทีเพื่อให้ได้ประโยชน์จากพลังของเพื่อนๆตัวที่บินนำหน้ามันอยู่ 

     บทเรียนที่สอง คือ หากว่าเรามีสัญชาติญาณแบบห่านป่าเหล่านี้ ก็คือการที่เรามีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกับผู้นำ เราจะยอมรับและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น เมื่อห่านตัวที่อยู่หน้าสุดซึ่งต้องรับแรงต้านสูงสุดเหนื่อยล้า มันจะสลับไปท้ายสุดเพื่อออกแรงน้อยที่สุด แล้วตัวอื่นจะสลับขึ้นมานำฝูง 

     บทเรียนที่สาม ก็คือ การสลับกันเป็นผู้นำทำให้เป็นการกระจายภาวะผู้นำและร่วมกันรับผิดชอบ คนก็เสมือนกับห่านป่าเหล่านี้ก็คือเราต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ พรสวรรค์ ศักยภาพ และทรัพยากรต่างๆ ในขณะที่บินห่านตัวหลังๆจะคอยส่งเสียงระงมดังก๊าบๆๆ เป็นการให้กำลังใจตัวที่นำหน้าอยู่ 

     บทเรียนที่สี่ ก็คือ เราต้องแน่ใจว่าการส่งเสียงของเรานั้นเป็นการให้กำลังใจผู้นำและทีมงาน ในทีมงานที่มีการให้กำลังใจกันด้วยการชมเชยมีพลังอย่างยิ่ง เราต้องการเสียงชมเชยและให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอทั้งจากทีมงานและหัวหน้างาน เมื่อห่านตัวใดป่วย บาดเจ็บหรือถูกยิง จะมีห่านสองตัวออกจากฝูงมาช่วยเหลือและคอยป้องกันภัยให้ มันจะอยู่ด้วยกันจนหายหรือตายจากไป แล้วพวกมันก็จะบินกลับเข้าฝูง 

     บทเรียนบทสุดท้าย หากเรามีความเอื้ออาทรเช่นห่าน เราจะอยู่เคียงข้างกันและกันในยามยาก และในยามที่เราแข็งแรง

     ผมเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ทีมงานคนไทยของผม และผมก็ฝึกฝนให้เขาเก่งขึ้นมาเพื่อจะได้สามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าที่การงาน ดังนั้นที่สำนักงานของผมจึงบริหารงานได้อย่างราบรื่นแม้ตอนที่ผมไม่อยู่ในออฟฟิศ เพราะผมมีพวกเพื่อนๆที่มีสไตล์การบริหารแบบห่านเหล่านี้ไง”


ที่มา : http://www.thaicoach.com

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ