www.hrtothai.com

  • You are here :  
  • Human Resource
  • HR Management
  • เอสซีจี เปเปอร์ ลมใต้ปีกนกฟินิคซ์
เอสซีจี เปเปอร์ ลมใต้ปีกนกฟินิคซ์
ผู้เข้าชม : 339

    
     สี่ปีหลังกิจการผลิตเยื่อกระดาษ
“ฟินิคซ์ พัลพ แอนด์ เพเพอร์” อยู่ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มธุรกิจกระดาษ เครือซิเมนต์ไทย (SCG Paper) มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
จนกล่าวได้ว่า กิจการแขนงนี้เป็นอีกกลไกสำคัญที่จะผลักดันภาพรวมทั้งเครือสู่ความยั่งยืน หลังประกาศตัวเด่นชัดสู่ Sustainable Development ในช่วงที่ผ่านมา

     “ฟินิคซเป็นโมเดลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมากที่สุด เปรียบเหมือนงานวิจัยพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ที่ต้องไปตอบโจทย์ใหญ่ของเครือ ขณะที่ถ้าพูดถึงฝุ่น โรงปูนซีเมนต์ก็จะเป็นธงนำในเรื่องของการลดมลภาวะในอากาศ” ธีระศักดิ์ จามิกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดฉากเล่าถึงภารกิจ

     เอสซีจี เปเปอร์ มองว่า การรักษาสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน

    
การเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจที่เปรียบเสมือนนกปีกหัก บินต่อไปไม่ได้ จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และความขัดแย้งกับชุมชนรอบข้างบริเวณที่ตั้งโรงงาน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ในปี 2548 จึงเป็นความท้าทายของคนปูน ที่ต้องการพลิกฟื้นจากน้ำเสียสู่น้ำดี จากธุรกิจที่ “แบ่ง” ผลกำไรวงใน สู่ธุรกิจที่ “ปัน” โอกาสให้วงนอก

     เอส ซีจี เปเปอร์เริ่มเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทฟินิคซ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การบริหารงานของ Ballapur Group ตั้งแต่ปี 2544 การตัดสินใจเปลี่ยนมือผู้บริหารมาเป็นของเอสซีจี ธีระศักดิ์บอกว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของการบริหารแล้วขาดทุน แต่เป็นเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้

     “ถาม ว่าผู้บริหารชุดก่อนทำกำไรดี แล้วทำไมต้องขายกิจการทิ้ง เป็นเพราะวัตถุดิบหลักคือ ยูคาลิปตัสไม่เหลืออีกแล้ว มุ่งใช้ทรัพยากรหมดโดยไม่มีการส่งเสริม ขณะเดียวกันก็ไม่สนใจถึงความต้องการของชุมชนรอบข้าง ที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับลำน้ำพอง จนมาถึงจุดที่เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง”


    
นกฟินิคซในใต้ปีกเอสซีจี เปเปอร์ มุ่งเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นใน 3 เรื่องได้แก่ สิ่งแวดล้อม ภาพลักษณ์องค์กร และการดูแลคน

     บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การรักษาสมดุลในระบบเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้คงอยู่ จะเป็นหลักประกันความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้มั่นคงยืนยาว

     หลายครั้งเรามักเห็นข่าวปลาตายเป็นจำนวนมาก เพราะน้ำในลำคลองเน่าเสียจากการปล่อยน้ำทิ้งโดยปราศจากการบำบัดของโรงงาน สิ่งที่ฟินิคซเข้าไปดำเนินงานถึงทุกวันนี้คือ การบำบัดน้ำทิ้งให้มีสภาพคืนกลับไปเลี้ยงปลาได้ ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้านึกภาพว่าเราจะเปลี่ยนสีน้ำของโค้กให้เป็นสไปรท์ได้อย่างไร ก็น่าจะเป็นเรื่องยากเอาการอยู่

     เขาบอกว่าการปรับปรุงน้ำทิ้งให้คงสภาพดีเหมือนก่อนเข้ามาใช้ในโรงงาน เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดกันหนักในบอร์ดคณะกรรมการการพัฒนาสู่ความยั่งยืน เอสซีจี เปเปอร์ ผลสรุปที่ได้คือ

     “เราน่าจะบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าเราทำจริงจัง และถือเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่การชูประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขายองค์กร”

     หลาย ปีที่ผ่านมาบริษัทจึงมุ่งเน้นการสร้างหลักความเป็นจริงในการทำงาน ทดลองปลูกพืชสาธิตอย่าง อ้อย ข้าว ยูคาลิปตัส ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของน้ำบำบัด เลี้ยงปลาหลายสายพันธุ์ในบ่อบำบัดล้านคิว ดึงนักวิจัยและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยกันพลิกฟื้นแนวทางใหม่ๆ ของการอยู่ร่วม

     เขามองว่าแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยใส่ใจถึงทุกความต้องการ ตอบสนองความต้องการทั้งที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มและความต้องการโดยรวมทั่วไป ถือเป็นเป้าหมายของการพัฒนามาตรฐานองค์กร ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

     โดยเฉพาะการนำองค์กรฟินิคซให้เชื่อมโยงไปกับวิสัยทัศน์ของเครือ บริษัทจะต้องยึดเอานโยบายหลักของเครือมาปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงในทิศทางเดียวกัน

     “การทำธุรกิจเราคงจะอยู่นิ่งไม่ได้ แต่ละปีค่าแรงขึ้น เราต้องขยายกิจการ ธุรกิจในเครือเหมือนกันหมด ต้องมุ่งเติบโต ทำกำไรให้บริษัทอยู่ได้ ขณะเดียวกัน สังคมและคนก็ต้องเติบโตก้าวหน้า นกฟินิคซเป็นชื่อที่ดีคือไม่มีวันตาย หน้าที่เราจึงต้องสร้างคน สร้างองค์กรตามแม่แบบปูน จากเดิมที่ไม่มีหลักการไม่มีระบบ ก็ยกเครื่องกันใหม่หมด”

    เอส ซีจี เปเปอร์ นำแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาสร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยมองเรื่องของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ การรับผิดชอบต่อสังคมที่ให้โอกาสในการดำเนินธุรกิจ และการปกป้องพัฒนาสิ่งแวดล้อม

     เมื่อฟินิคซนำแนวคิดนี้มาสู่การปฏิบัติ จึงมองจุดยืนของธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ อิงกับทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก การให้ได้มาของเยื่อกระดาษจึงต้องไม่ตัดไม้ทำลายป่า แต่มุ่งส่งเสริมเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนผ่านโครงการต่างๆ เช่น บริการส่งน้ำประปาให้หมู่บ้านใกล้เคียงฟรีโดยไม่คิดมูลค่า โครงการศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพชุมชน โครงการค่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงการรักษ์บึงโจด ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

     รักษ์บึงโจดเป็นโครงการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชจากบึง เพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำจากแสงแดดที่สามารถส่องถึง ที่ผ่านมาแนวคิดนี้สามารถต่อยอดไปหาสิ่งประดิษฐ์ที่ไปตอบโจทย์ความเป็นองค์ กรแห่งนวัตกรรมคือ การประดิษฐ์เรือกำจัดวัชพืช “รักษ์น้ำพอง” และเป็นตัวแทนของธุรกิจกระดาษในการแข่งขันนวัตกรรมของเครือปูนในปีที่ผ่านมา

     จากนี้ไปองค์กรนกฟินิคซยังคงต้องขยับปีก และบินขึ้นสูงในโลกธุรกิจยุคใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดและข้อเรียกร้องมากมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่เขตแดนองค์กรมาตรฐานสากล

     ใต้ลมที่พัดกระพือไหว มาจากแรงดันของช้างเผือกเชือกใหญ่ ชื่อว่า เอสซีจี เปเปอร์


           

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

Tools

ขนาดตัวอักษร

Share

ส่ง Email พิมพ์หน้านี้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เว็บไซต์เแนะนำ